โรคและการป้องกัน
บทความ > การเลี้ยงปลาน้ำจืด > ปลาบู่
-การป้องกันโรค ผู้เลี้ยงควรหมันดูแลสุขภาพปลาบู่อยู่เสมอ ตรวจดูกระชังภายในให้อยู่ในสภาพดีและควรถือหลักป้องกันไม่ให้เกิดโรค มากกว่าที่ปล่อยให้ปลาเป็นแล้วรักษาทีหลัง
-อัตรารอด การเลี้ยงปลาบู่ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของพันธุ์ปลา คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำ ความชำนาญในการเลี้ยงและสภาพสิ่งแวดล้อม
-อัตราการเจริญเติบโต ของปลาบู่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการเช่น อัตราปล่อย คุณภาพ และปริมาณ อาหาร ฯลฯ
-ผลผลิต การเลี้ยงปลาบู่ในกระชังไม้ไผ่ขนาด 10 ลูกบาศก์เมตร อัตราการปล่อยปลา 915 ตัว น้ำหนักเฉลี่ย 224 กรัม ใช้เวลาเลี้ยง 5.3 เดือน ได้น้ำหนักเฉลี่ย 435 กรัม ส่วนกระชังไม้จริงขนาด 15 เมตร อัตราการปล่อยปลา 1,500 ตัว น้ำหนักเฉลี่ย 184 กรัม ใช้เวลาเลี้ยง 8.5 เดือน ได้น้ำหนักเฉลี่ย 422 กรัม
โรคและการป้องกัน
เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาบู่มีความวิตกกังวลเรื่องโรคเป็นอย่างมาก ดังนั้นการป้องกันโรคจึงเป็นทางเดียวที่ไม่ทำให้ปลาเป็นโรค ซึ่งผู้เลี้ยงต้องคอยเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของปลาบู่ การจัดการที่ดีทำให้ปลามีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง
โรคที่พบในปลาบู่ส่วนมากเป็นโรคพยาธิ ซึ่งแบ่งได้ 6 ชนิด
1.พยาธิภายนอก
1.1 พยาธิภายนอกที่มองเห็นด้วยตาเปล่าได้แก่
-หนอนสมอ พบมากตามซอกเกล็ด ครีบ และในช่องปาก พยาธิพวกนี้จะดูดเลือดปลาทำให้ปลาอ่อนแอ
-เออกาซิลัส ดูดเลือดตามเหงือกปลา หากเกาะนานๆทำให้เหงือกปลากร่อน ก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบหายใจ
-โกลซิเดีย เป็นตัวอ่อนของหอย 2 ฝา เกาะตามซี่เหงือกทำให้ลดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนออกซิเจน
การดูแลรักษาพยาธิภายนอก กำจัดด้วยสารเคมี ใช้ฟอร์มาลิน 25-50 พีพีเอ็ม แช่วันละ 2 ครั้งติดต่อกัน 2-3 วัน หรือนำปลาไปแช่ ฟอร์มาลิน 250 พีพีเอ็มนาน 1 ชั่วโมง หรือใช้กรดเกลเซียอะชิติค 1 ต่อ 2,000 แช่ 30 นาที หรือใช้ด่างทับทิม 3-5 พีพีเอ็ม แช่ตลอด แต่ใช้ ความเข้มข้น 10 พีพีเอ็ม แช่ 30 นาที ส่วนเมทธิลีนบลู ใช้ฆ่าโปรโตซัวได้ดี โดยเฉพาะโรคอิ๊ก โดยเตรียมสารละลายเมทธีลีนบลู 1 กรัมต่อน้ำร้อน 100 ซีซี เก็บในขวดกันแสง ใช้สารละลายที่เตรียมไว้ 1 ซีซีต่อน้ำ 5 ลิตร แช่นาน 1 วัน ทำซ้ำทุกๆ 2 วัน จนหาย ส่วนโปรโตซัวชนิดอื่นๆ ใช้ 3 ซีซีต่อน้ำ 10 ลิตร แช่ตลอด
2. พยาธิภายใน ได้แก่พยาธิตัวกลม พยาธิหัวหนาม ทำให้ปลาผอม ไม่กินอาหาร
การดูแลรักษาพยาธิภายใน ควรใช้ยาถ่ายพยาธิ เช่น ดีเวอร์มิน ผสมในอาหาร 0.1-0.2 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักอาหาร 3 วันติดต่อกัน
3. เชื้อรา ได้แก่ แซปโปรเลกเนียขึ้นเป็นกระจุกมีแขนงมากมาย บริเวณผิวหนังของลำตัว เชื้อนี้จะฝังลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อทำให้เกล็ดปลาหลุดและเกิดบาดแผล
การดูแลรักษาเชื้อรา ใช้มาลาโค้ท์กรีน 1-5 ส่วนต่อน้ำล้านส่วน แช่ 1 ชั่วโมง 3 ครั้งติดต่อกัน
4. เชื้อบักเตรี ได้แก่ แอโรโมแนสไฮโดรฟิลา คอรีนีแบคทีเรียม สเตรปโตเรคอคคัส อาการที่พบคือท้องบวม ตาโปนแผลตามลำตัว เกิดน้ำเหลืองในช่องท้อง ไตบวม สำหรับเชื้อแอโรโมแนสไฮโดรฟิลาเป็นตัวที่ก่อให้เกิดโรคในปลาบู่มากกว่าชนิดอื่น
การดูแลรักษาเชื้อบักเตรี การรักษากระทำได้โดยเมื่อปลาบู่ติดเชื้อระยะเริ่มแรก ให้ใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ซัลฟาเมอราซิน 200 มิลลิกรัมต่อ น้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม ผสมอาหารให้กินติดต่อกัน 14 วันอิริโทรมัยซิน 10 กิโลกรัมต่อน้ำหนักปลา 100 กิโลกรัมผสมอาหารให้กิน 14 วัน คลอแรมฟินิคอล 5-10 กิโลกรัมต่ออาหารปลา 10 กิโลกรัม ติดต่อกัน 5-10 วัน
5. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ปลาที่ป่วยเป็นโรคนี้หากสังเกตให้ดี จะพบว่าบริเวณแผ่นปิดเหงือกเริ่มกางออกเนื่องจากโคนครีบหูบวม พองขึ้นมา คล้ายก้อนเนื้อพองออก โดยเฉพาะด้านหน้าโคนครีบ ก้อนมะเร็งดังกล่าวจะเติบโตมีขนาดใหญ่ทำให้แผ่นปิดเหงือกกางออกมากและมะเร็งลุกลามถึงแผ่นปิดเหงือก โรคนี้ไม่มีวิธีการรักษา
6. โรคตับโต ปลาที่เป็นโรคนี้ไม่มีความผิดปกติตามลักษณะภายนอก พบว่าเหงือกซีดกว่าปกติเนื่องจากเลือดจาง ตับโตใหญ่มีสีเหลือง
อ่อน ม้ามมีขนาดใหญ่ และเลือดออก สาเหตุของโรคมาจากการได้รับอาหารไม่ถูกส่วน
การดูแลรักษาโรคตับโต การป้องกันโรคนี้ขึ้นกับสภาพแวดล้อม และความเอาใจใส่ของเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็นสำคัญ
No comments